Black Ribbon Top Left

 การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการทั่วไป


        คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

: กรณีที่อาจารย์จบการศึกษาระดับปริญญาโท ดำรงตำแหน่งอาจารย์ และทาการสอนมาแล้ว 4 ปี ต่อมาจบปริญญาเอก ตอนที่ยื่นขอผู้ช่วยศาสตราจารย์ ต้องนับเวลาปริญญาเอก 1 ปี หรือว่าคุณสมบัติครบถ้วนตอนจบปริญญาโทแล้ว

: กรณีอาจารย์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท และทำการสอนมาแล้วครบ 4 ปี เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว สามารถเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้


: กรณีผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก และปฏิบัติงานครบหนึ่งปี และพ้นระยะทดลองการปฏิบัติงานโดยมีชั่วโมงสอน เป็นไปตามเกณฑ์และมีรายวิชาสอนในหนึ่งปีเท่านั้น แต่ยังไม่มีภาระงานสอน ย้อนหลังสามปี สามารถยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้หรือไม่

: กรณีดังกล่าวสามารถยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ เนื่องจาก คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนภาระงานย้อนหลัง ให้ระบุตาม ระยะเวลาปฏิบัติงานจริง


: กรณีที่ได้ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 3 สามารถเสนอขอกำหนด ตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 1 หรือ วิธีที่ 2 ได้หรือไม่

: กรณีดังกล่าวสามารถกระทำได้


           ผลการสอน

: วิชาที่ใช้ในการประเมินผลการสอน ต้องเป็นวิชาที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการสอน และเป็นวิชาที่ตรงกับสาขาวิชาที่ขอกำหนดตำแหน่งหรือไม่

: วิชาที่ใช้ในการประเมินผลการสอน ต้องเป็นวิชาที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการสอน และเป็นวิชาที่ตรงกับสาขาวิชาที่ขอกำหนดตำแหน่ง เพราะต้องแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของผู้ขอ


  : ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการมีภาระงานสอนในภาคการศึกษาที่ 1 จำนวน 2 หน่วยกิต และภาคการศึกษาที่ 2 จำนวน 2 หน่วยกิต รวมกันเป็น 4 หน่วยกิต ต้องเป็นรายวิชาเดียวกัน หรือคนละวิชา หรืออย่างไรก็ได้

: วิชาที่ใช้ในการประเมินผลการสอน หากจะนำหน่วยกิตมานับรวมกัน ต้องเป็นคนละวิชา และสามารถนำมานับรวมกันได้ในปีการศึกษานั้นๆ


          ผลงานทางวิชาการ
               
การเผยแพร่

: ถ้าผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ มีบทความวิจัย แต่ไม่ได้ขอ IRB จะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร

: หากงานวิจัยที่จำเป็นต้องมี IRB แต่ไม่ได้ขอ IRB ไว้ ก็ไม่สามารถนำบทความวิจัย ดังกล่าวมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ เนื่องจากต้องขอก่อนที่จะดำเนินการวิจัย


  : ถ้าผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ มีบทความวิจัย แต่ไม่ได้มีกระบวนการ ทำวิจัยเป็นรูปเล่ม และไม่ได้ขอ IRB จะมีวิธีดำเนินการอย่างไรอย่างไร

  : หากงานวิจัยที่จำเป็นต้องมี IRB แต่ไม่ได้ขอ ก็ไม่สามารถนำบทความวิจัยดังกล่าว มาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ เนื่องจากต้องขอก่อนที่จะดำเนินการวิจัย


 : ขอความชัดเจนเกี่ยวกับการขอจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ของกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

: สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เคยเวียนแจ้งเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของสถาบัน ตามหนังสือ ที่ ศธ 0509(2)/ว 6 ลงวันที 19 ธันวาคม 2561 (สำหรับ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน) และหนังสือ ที่ ศธ 0809(2)/ว 1678 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2561 (สำหรับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ) และเวียนแจ้ง แนวทางปฏิบัติ ในการดำเนินการวิจัยในมนุษย์ ด้านพฤติกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ตามหนังสือ ที่ อว 0205.9/ว 7016 ลงวันที่ 11 เมษายน 2566 (สำหรับสถาบันอุดมศึกษาเอกชน) และหนังสือ ที่ อว 0205.9/ว 7017 ลงวันที่ 11 เมษายน 2566 (สำหรับ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ) ให้สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทราบแล้ว


 : ผลงานทางวิชาการที่เกิดก่อนหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณา กำหนดตำแหน่งทางวิชาการ พ.ศ. 2565 สามารถนำมาขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการได้หรือไม่ เช่น การรับรองจริยธรรมการ วิจัยในมนุษย์ การเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิอ่าน 3 คน

: กรณีที่ผลงานทางวิชาการที่ดำเนินการก่อนประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และ วิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู ้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 และระเบียบ กกอ. ว่าด้วย มาตรฐานหลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ พ.ศ. 2565 สามารถนำมาเสนอขอกำหนด ตำแหน่งทางวิชาการได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และการเผยแพร่ผลงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด


 : งานวิจัยที่ได้เผยแพร่ผ่านออนไลน์แล้ว แต่ตัว paper ยังไม่ตีพิมพ์ จะสามารถนำมาใช้ยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้หรือไม่

: กรณีงานวิจัยที่ได้เผยแพร่ออนไลน์ โดยปรากฏ volume เลขหน้า และวันที่เผยแพร่อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถสืบค้นได้ สามารถนำมายื่นเสนอ ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้


 : การนำงานวิจัยไปเผยแพร่เป็นรูปแบบหนังสือ โดยใช้งานวิจัยทั้งเล่มต้องตรวจ คุณสมบัติการเผยแพร่หนังสือใช่หรือไม่

: หากเสนองานดังกล่าวเป็นงานวิจัยก็ต้องพิจารณาตามคำนิยาม รูปแบบ และลักษณะการเผยแพร่ของผลงานทางวิชาการประเภทงานวิจัย


 : การเผยแพร่บทความวิจัยในวารสารระดับชาติ หลักฐานการผ่าน peer reviewer ที่เป็นบุคคลภายนอก อย่างน้อย 3 คน มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้ขอให้อาจารย์ที่ ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ หรือ ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการต้องขอเอง เนื่องจากวารสารมักไม่ให้กับผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการโดยตรง

: กรณีดังกล่าวขึ้นอยู่กับแนวทางและการดำเนินการของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา


 : กรณีงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการที่ไม่ปรากฏรายชื่อหรือสังกัดของผู้ทรงคุณวุฒิ (peer reviewer) แต่ปรากฏหนังสือรับรองว่าผ่าน peer reviewer จากหลากหลายสถาบันจะสามารถใช้ เป็นหลักฐานได้หรือไม

: หากวารสารใดไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อและสังกัดของผู้ทรงคุณวุฒิได้ แต่มีหนังสือรับรองจากบรรณาธิการวารสารว่า บทความวิจัยเรื่องนั้นๆ มีผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (peer reviewer)  เป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้ขอที่มาจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 คน พร้อมทั้งระบุจำนวนของผู้ทรงคุณวุฒิให้ชัดเจนก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐาน ได้โดยอนุโลม


 : กรณีงานวิจัยตีพิมพ์ Open Access Article ไม่ปรากฏเลขหน้า แต่ใช้เลขลำดับที่ในการตีพิมพ์แทน แต่มีเลข DOI ปรากฏผลงานในกรณีนี้สามารถนำมาขอ กำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้หรือไม่ อย่างไร

: โดยทั่วไปวารสารจะต้องมี volume และเลขหน้า กรณีที่มีเพียงเลข DOI โดยไม่ปรากฏเลขหน้า จะถือว่าเป็นแค่ paper accepted ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากเอกสารหลักฐานเป็นกรณีไป


 : ปัจจุบันมีบทความวิจัยหรือบทความทางวิชาการหลายเรื่องที่นำเสนอ ต่อที่ประชุมทางวิชาการแล้วได้รับคัดเลือกมาลงใน Journal และใน Journal ก็ระบุชัดเจนว่ามาจาก Conference ซึ่งปัจจุบันมีจำ นวนมากจึงมีคำถามว่า บทความวิจัยในลักษณะนี้จะถือว่าเป็นบทความวิจัยที่เผยแพร่ใน Journal หรือไม่ และบทความวิจัยดังกล่าว ถ้า ณ วันที่เผยแพร่ระบุเป็น Journal แต่ปัจจุบันระบุเป็น Conference จะถือว่าเป็นบทความวิจัยที่เผยแพร่ ใน Journal หรือไม่
 : หากบทความวิจัยดังกล่าวยังไม่ได้รับการเผยแพร่ใน Journal ก็ไม่ถือว่าเป็น บทความวิจัยที่เผยแพร่ใน Journal


 : อยากให้อธิบายการเผยแพร่ในรูปของหนังสือ (monograph) ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร

 : การเผยแพร่ในรูปของหนังสือ (monograph) มีลักษณะเป็นหนังสือซึ่งนำ ผลงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเขียนในเชิงลึก


 : การประชุมวิชาการ ถ้าเป็นสมาคมเข้าร่วมด้วย นำมายื่นขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการได้หรือไม่

 : กรณีดังกล่าวไม่สามารถนำผลงานมายื่นเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ เนื่องจากการเผยแพร่โดยนำเสนอเป็นบทความต่อที่ประชุมวิชาการ การประชุม วิชาการดังกล่าวต้องจัดโดย  สมาคมทางวิชาการ หรือสมาคมวิชาชีพเป็นหลัก เช่น สภาวิศวกร สภาการพยาบาล


 : กรณีสถาบันที่กำหนดให้สามารถยื่นงานวิจัยที่อยู่ระหว่างการตอบรับให้ตีพิมพ์ หากงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ ช่วงยื่นเสนอขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการมีหลักฐานว่าเป็นวารสารระดับ   นานาชาติที่ปรากฏในฐานข้อมูล ตามเกณฑ์ที่กำหนด ต่อมาเมื่องานวิจัยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ปรากฏว่า วารสารดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อในฐานข้อมูลตามเกณฑ์ที่กำหนด งานวิจัยนี้ จะสามารถ
 ใช้ในการ เสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้หรือไม่


 : กรณีดังกล่าวไม่สามารถนำงานวิจัยมายื่นเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ เนื่องจากการพิจารณาว่างานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารที่ปรากฏชื่ออยู่ใน ฐานข้อมูลที่กำหนดหรือไม่นั้น จะพิจารณาจากข้อมูล ณ วันที่ งานวิจัย ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนั้นๆ


 : จากเอกสารเผยแพร่ที่ตอบข้อหารือว่า งานที่เป็น international หรือ multi-disciplinary ที่มีศาสตร์มากกว่า 1 ศาสตร์ อาจมี corresponding author มากกว่า 1 คน แต่ไม่ควรเกิน 2 คน และต้องไม่อยู่ สังกัดเดียวกัน คำว่าสังกัดนี้ หมายรวมถึงต่างคณะได้หรือไม่ เพราะมีกรณีที่คณะต่างกัน แต่อยู่ภายใต้ มหาวิทยาลัยเดียวกัน มีการทางานร่วมกัน กรณีนี้ อยากให้พิจารณาให้สามารถ ทำได้

 : กรณีดังกล่าวต้องพิจารณาเป็นกรณีไป หากอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เป็นความเชี่ยวชาญคนละศาสตร์กัน ประกอบกับบทความวิจัย ระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามี corresponding author 2 คน ก็อาจ สามารถนำมาใช้ได้


          การมีส่วนร่วม

 : ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการมีผู้มีส่วนสำคัญทางปัญญาจำนวนมาก ทุกคนสามารถใช้ผลการประเมินของงานวิจัยนี้ได้ทั้งหมดหรือไม่

 : กรณีดังกล่าวสามารถกระทำได้


 : การเขียนเอกสารแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ ควรแสดงรายละเอียดบทบาทหน้าที่ของผู้ขอ หรือแสดงรายละเอียดของ ผู้ร่วมงานทุกคน

 : กรณีแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ ต้องระบุ รายละเอียดบทบาทหน้าที่ของผู้ขอและผู้ร่วมงานทุกคน


 : ขอคำอธิบายจากวิทยากรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการระบุหลักเกณฑ์/การพิจารณา/ ตรวจสอบความถูกต้องของงานวิจัยประเภทผู้มีส่วนสำคัญทางปัญญา (essential intellectual contributor) ผู้ประพันธ์อันดับแรก (first author) และผู ้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author)

 : กรณีผู้มีส่วนสำคัญทางปัญญา (essential intellectual contributor) ผู้ประพันธ์อันดับแรก (first author) และผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ต้องพิจารณาความหมายตามเอกสารแนบ ท้ายประกาศ ก.พ.อ. หรือเอกสารแนบท้ายระเบียบ กกอ. ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่ปรากฏในบทความ วิจัยที่เผยแพร่ด้วย


 : ในแบบแสดงสัดส่วนผลงาน ช่องที่ให้ระบุบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ ต้องเขียนรายละเอียด พร้อมระบุผู้มีบทบาทในแต่ละหัวข้อหรือไม่ หรือระบุแค่ชื่อ ผู้รับผิดชอบ โดยไม่ใส่รายละเอียด ได้หรือไม่

 : แบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ ต้องระบุรายละเอียด บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ ในแต่ละหัวข้อ พร้อมชื่อผู้รับผิดชอบ ตามความเป็นจริง


 : ลักษณะการมีส่วนร่วมของหลักเกณฑ์ปี 2561 เเละปี 2564 ที่มีการเขียน ส่วนร่วมที่แตกต่างกัน สามารถนำมายื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ หรือไม่

 : หากผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการยื่นเสนอขอตามหลักเกณฑ์ใด ให้ดำเนินการระบุส่วนร่วมตามหลักเกณฑ์นั้น


 : การผลิตผลงานทางวิชาการที่เป็น international ที่มี impact สูง มีความร่วมมือ ในระดับนานาชาติ เช่น งานสาขาฟิสิกส์แต่มีผู้ร่วมงานจำนวนมาก (เป็นร้อย หรือ พันคน) และใน paper ไม่ระบุหน้าที่ อย่างชัดเจน มีเพียงชื่อผู้ร่วมทำงาน ต้นสังกัด และประเทศเท่านั้น ควรพิจารณาดำเนินการอย่างไรกับผลงาน ทางวิชาการที่เข้าข่ายเช่นนี้

 : กรณีดังกล่าว หากไม่สามารถระบุบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดได้ ผลงานดังกล่าวอาจไม่สามารถพิจารณา ได้ว่าเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่


 : กรณีบทความวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการไม่ได้ระบุผู้ที่ทำหน้าที่เป็น ผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) แต่ในแบบแสดงหลักฐาน การมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการระบุผู้ ที่หน้าที่เป็นผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) จะสามารถให้ผู้นั้นลงนามในฐานะเป็นผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ได้หรือไม่

 : กรณีบทความวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ ไม่ได้ระบุผู้ที่ทำหน้าที่เป็น ผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ให้ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ แสดงหลักฐานว่าใครทำหน้าที่  เป็นผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) เพื่อประกอบการพิจารณา เช่น email หนังสือ หรือหลักฐานที่ได้มีการติดต่อ ประสานงานกับกองบรรณาธิการวารสารเพื่อเผยแพร่ผลงาน และให้ผู้นั้น ลงนามในฐานะเป็นผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ในแบบแสดง หลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ


 : กรณีไม่สามารถติดต่อผู้ร่วมงานที่เป็นผู้ประพันธ์อันดับแรก (first author) และผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ได้ สามารถดำเนินการ ลงนามในแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผล งานทางวิชาการอย่างไร

 : กรณีดังกล่าว หากไม่สามารถลงนามในแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วม ในผลงานทางวิชาการได้ ก็ไม่สามารถนำผลงานมาเสนอขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ที่กำหนด


 : การลงนามในแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ ควรให้ผู้ที่มีชื่อทุกคนลงนามในแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

 : ตามแบบฟอร์มของแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ กำหนดให้ลงนามรับรองโดยผู้ขอกำหนดตำแหน่ง ผู้ประพันธ์อันดับแรก (first author) และผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) สำหรับกรณี ที่ผู้ขอทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ประพันธ์อันดับแรก (first author) และผู้ประพันธ์บรรณกิจ (corresponding author) ควรมีผู้ร่วมงานท่านอื่นลงนามรับรองด้วย เนื่องจากเจตนารมณ์ในการกำหนดให้แบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมในผลงาน ทางวิชาการต้องให้ผู้ประพันธ์อันดับแรกและผู้ประพันธ์บรรณกิจลงนามนั้น เพื่อเป็นการรับรองบทบาทหน้าที่ การปฏิบัติงาน และ ความรับผิดชอบในการ สร้างสรรค์ผลงานของผู้ร่วมงานทุกคนว่าทำในส่วนไหนอย่างไร และข้อมูล ที่ผู้ขอระบุนั้นถูกต้องตามความเป็นจริง ดังนั้น หากเป็นผลงานที่ผู้ขอทำหน้าที่ เป็นทั้งผู้ประพันธ์  อันดับแรก และผู้ประพันธ์บรรณกิจ จึงต้องมีผู้ร่วมงานลงนาม รับรองในแบบแสดงหลักฐานการมีส่วนร่วมตามความเป็นจริงด้วย แต่อย่างไรก็ดี หากจะให้ผู้ร่วมงานทุกคนลงนามเพื่อให้เกิดความโปร่งใสก็ สามารถกระทำได้


          ประเด็นอื่นๆ
 

 : การเสนอตำราที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ขอกำหนดตำแหน่ง ได้ใช้สำหรับการเรียนการสอนในภาคการศึกษาใด สามารถกระทำได้หรือไม่

 : กรณีที่ดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์กำหนดให้ผู้ขอจะต้องระบุ วิชาที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรที่ใช้ตำราเล่มที่เสนอขอตำแหน่งด้วย


 : การนำเสนอเอกสารที่ชื่อเหมือนตำราที่เคยใช้สำหรับการพิจารณาขอกำหนด ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์มาแล้ว และผลการพิจารณาคุณภาพอยู่ในระดับดี ไปใช้เป็นเอกสารหลักฐานที่ใช้ใน การประเมิน ผลการสอนแบบที่ 2 สามารถ กระทำได้หรือไม่

 : กรณีดังกล่าวต้องพิจารณาเอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอนและตำรา ว่ามีเนื้อหาสาระต่างกันหรือไม่ หากเนื้อหาสาระเหมือนกันก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากตำราดังกล่าวได้ใช้ในการขอ กำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ไปแล้ว


          การประเมิน

 : กรณีการขอกำหนดตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยใช้งานเดิม จะต้องไม่เกิน 5 ปี ก่อนวันที ่ได้รับแต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และนำมาใช้ไม่เกิน 1 ใน 3 โดยมี ผลการประเมินคุณภาพของงานใหม่ที่ผ่าน เกณฑ์อย่างน้อย 2 เรื่องด้วยนั้น ผลงานที่เป็นไปตามเกณฑ์จะต้องมีงานเดิมไม่เกิน 1 ใน 3 ด้วยหรือไม่

 : กรณีดังกล่าว หลักเกณฑ์ไม่ได้กำหนดจำนวนของงานเดิมที่ผ่าน


 : กรณียื่นขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ จำเป็นต้องประเมินการสอน ให้อยู ่ในระดับเชี่ยวชาญหรือไม่ เนื่องจาก ก.พ.อ. ไม่ได้กำหนดให้ตำแหน่ง ศาสตราจารย์ประเมินการสอน

 : กรณีการเสนอขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ หลักเกณฑ์กำหนดให้ต้องมีชั่วโมง สอนประจำวิชาใดวิชาหนึ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของสถาบัน แต่อย่างไรก็ดี ต้องพิจารณาตามข้อบังคับของแต่ละ สถาบันด้วย


 : peer reviewer ของตรา/หนังสือ เป็นผู้เกษียณจากมหาวิทยาลัยที่ผู้ขอำาหนด ตำแหน่งทางวิชาการสังกัดได้หรือไม่

 : กรณีสามารถกระทำได้ โดย peer reviewer ต้องมาจากหลากหลายสถาบัน


 : บัญชีผู ้ทรงคุณวุฒิที่ กกอ./ก.พ.อ. กำหนดไม่เป็นปัจจุบัน

 : สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เพิ่มเติมรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ ให้เป็นปัจจุบัน และสามารถสืบค้นได้ทางเว็บไซต์ของกองส่งเสริม และพัฒนาทุนทางปัญญาแล้ว อนึ่ง สำหรับกรณีพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ต้องขึ้นอยู่กับสถาบันอุดมศึกษา ต่างๆ ส่งข้อมูลรายชื่อพร้อมเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา


          สาขาวิชา

 : ผู้ขอเสนอขอกำหนดตำแหน่งรองศาสตราจารย์ แต่ขอในสาขาวิชาที ่ไม่ตรงกับ สาขาวิชาเดิม ต้องดำเนินการอย่างไร

 : กรณีดังกล่าว ต้องดำเนินการโดยวิธีพิเศษ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด


 : กรณีอาจารย์ ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ สาขาวิชากฎหมาย... (ตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง การกำหนดชื่อสาขาวิชาสำหรับการเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และการเทียบเคียงสาขาวิชาที่เคย กำหนดไปแล้ว พ.ศ.2562) หากประสงค์จะยื่น ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการในสาขาวิชาที่สูงขึ้น เป็นสาขาวิชานิติศาสตร์ ต้องขอโดยวิธิพิเศษ หรือไม่

 : กรณีดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัย จะต้องพิจารณาว่าเป็นการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการข้ามศาสตร์ อันเป็นเหตุให้ต้องกำหนดตำแหน่งทางวิชาการโดย วิธีพิเศษหรือไม่ โดยพิจารณาจากผลงานทางวิชาการเดิม ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ประกอบกับ ผลงานทางวิชาการที ่ใช้ในการเสนอขอกำหนดตำแหน่ง ทางวิชาการสูงขึ้น และภาระงานสอน ซึ่ง ต้องสอดคล้องกัน


          การเทียบตำแหน่ง

 : วิธีการดำเนินการเทียบตำแหน่ง กรณีข้าราชการที่มีตำแหน่งทางวิชาการขอโอนย้าย และพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่มีตำแหน่งทางวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาอื่น แล้วมาบรรจุใหม่

 : หากสถาบันอุดมศึกษามีการรับโอนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่มี ตำแหน่งทางวิชาการ สามารถรับโอนในระดับตำแหน่ง และสาขาวิชาเดิมได้ แต่สำหรับกรณีพนักงานในสถาบัน อุดมศึกษา ต้องพิจารณาการเทียบตำแหน่ง ตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง


          ระเบียบ/หลักเกณฑ์

 : อาจารย์ที่ยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการแล้วตามเกณฑ์เดิม คงใช้เกณฑ์เดิม จนสิ้นกระบวนการ ถูกต้องใช่ไหม

 : กรณีดังกล่าว หากผู้ขอยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการตามเกณฑ์ฉบับใด จะต้องพิจารณาตามเกณฑ์ฉบับนั้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการ


 : การขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 3 จะสามารถนำค่า life-time citation ค่า life-time h-index (scopus) และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยที ่ได้รับทุนจาก แหล่งทุนภายนอกสถาบัน (life-time) ที่เคยใช้ขอตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 3 มาใช้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 3  ได้หรือไม่

 : กรณีดังกล่าว หากจะนำมาใช้เสนอขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 3 จะต้องนับค่าที่เพิ่มขึ้นหลังจากค่า life-time citation ค่า life-time h-index (scopus) และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยที่ได้ รับทุนจากแหล่งทุนภายนอกสถาบัน (life-time) ที ่ได้นำไปใช้ในการเสนอขอกำหนดตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยวิธีที่ 3 แล้ว


 : การขอตำแหน่งทางวิชาการ โดยวิธีที่ 3 ที่กำหนดว่าต้องเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย หากโครงการวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินงานยังไม่แล้วเสร็จ สามารถนำมาใช้ขอ กำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้หรือไม่

 : กรณีดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้